30 / 6 / 54
ดก
 
 
ตูนคิดว่า .... คนเรามีสิ่งที่อยากจะทำ แตกต่างกันออกไป
'การบริจาคเลือด' เป็นหนึ่งในสิ่งที่ตูนอยากจะทำมานาน
(ตั้งแต่อายุครบ 17 ปี ความอยากมันก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ)
ปีที่แล้ว หน่วยรับบริจาคโลหิต ได้เข้ามารับบริจาคโลหิต
จากนักเรียนในโรงเรียนตูนค่ะ ซึ่งตอนนั้นตูนก็อายุครบ 17 ปีแล้ว ....
 
ปัญหามันอยู่ที่ ตูนเป็นวันนั้นของเดือนค่ะ เลยไม่สามารถจะบริจาคได้ - -"
ได้แต่ยืนมองเพื่อนๆบอกบริจาคเลือดกันตาละห้อยเชียว TT
 
 
จนปีนี้ ตูนได้รับข่าวจากหน่วยรับบริจาคโลหิตโรงพยาบาลมาหาราชนครเชียงใหม่ค่ะ
รู้ก่อนที่หน่วยรับบริจาคจะมา 1 สัปดาห์เลย... ปกติตูนเป็นคนนอนดึก
จะเข้านอนประมาณตีหนึ่งตีสอง แต่พอรู้ข่าวปุ๊บ ก่อนหน้าัวันบริจาค 1 สัปดาห์
ตูนก็เข้านอนตั้งแต่สามทุ่มครึ่ง หรือไม่ก็สี่ทุ่มทุกวัน ฮ่าๆๆ
 
จนวันนี้สิ่งที่ฝันอยากทำมานานก็เป็นจริงจนได้ค่ะ
ทั้งๆที่ใจก็แอบๆกลัวเหมือนกัน ปกติตูนไม่ใช่คนกลัวเข็มค่ะ
ออกจะชอบฉีดยาด้วยซ้ำ เพราะตอนเด็กๆตูนต้องฉีดยาภูมิแพ้ทุกสัปดาห์เลย - -*
แต่ก็จะแอบหวั่นๆกับขนาดเข็มเจาะเล็กน้อยค่ะ เอ่อ... ทำไมมันใหญ่จังฟระ! =[]=;
 
เพื่อนที่เคยบริจาคก็ไม่ให้กำลังใจกันเลยค่ะ
'ตูน.... ดูเข็มสิ ครั้งที่แล้ว เค้าหาเส้นเลือดเราไม่เจอ ต้องเจาะตั้งสามครั้งแน่ะ'
เหมือนจะขู่มากกว่าให้กำลังใจ เหอะๆ แต่นับถือเพื่อนคนนี้มากค่ะ
คราวนี้เค้าบริจาคเลือดไม่ได้ เพราะเค้าเพิ่งบริจาคเลือดให้คุณปู่ของเพื่อนพวกเราไปไม่นาน
 
พูดถึงขั้นตอนการบริจาคเลือด
 
อันดับแรก เราต้องเข้าไปกรอกแบบฟอร์มก่อนคะ
เค้าก็จะถามประวัติส่วนตัวเรา เกี่ยวกับสุขภาพ คุณเป็นโรคนั้นนี้มั้ย ใช้ยาอะไรมารึเปล่า
สูบบุหรี่มั้ย เป็นประจำเดือนมั้ย นอนมาอย่างน้อย 6 ชั่วโมงรึเปล่า? บลาๆ
 
หลังจากนั้นก็ไปวัดความดันค่ะ ชั่งน้ำหนัก แล้วก็เจาะเลือดเพื่อหากรุ๊ปเลือดค่ะ 
ก่อนหน้านี้ตูนไม่เคยตรวจกรุ๊ปเลือด แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองกรุ๊ป O เพราะทั้งพ่อและแม่
ก็กรุ๊ป O พอตรวจออกมา ก็ O จริงๆ ^^
 
ตรวจเลือดเสร็จก็อย่าลืมเอาใบไปให้อาจารย์เซ็นอนุญาตค่ะ เพราะตูนยังไม่ครบ 18 ปีเลย
แล้วก็นำแบบฟอร์มที่กรอกเสร็จไปส่งให้พี่เจ้าหน้าที่ หลังจากนั้น พี่เจ้าหน้าที่ก็จะบอก
ให้เราไปดื่มน้ำหวานที่เตรียมไว้ให้ 2 แก้วค่ะ (ตูนซัดไป 3 ค่ะ เพราะมันหวาน อร่อยมาก 555)
 
เมื่อได้รับตะกร้าที่ข้างในมีถุงไว้ใส่เลือดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ เดินหาเตียงค่ะ
ตูนถนัดขวา เพราะฉะนั้น ตูนต้องเจาะแขนซ้าย ก็เลยยืนรอเตียงอยู่ซักแป๊บ
เมื่อได้เตียงเจาะเลือดแล้ว เพื่อนก็กรูกันเข้ามาให้กำลังใจคนที่จะบริจาคเลือดครั้งแรกค่ะ ^^
 
'มันเจ็บมากมั้ยคะ - -*'
'ทำไมถุงเลือดหนูมีสามถุงอ่ะคะ ? หนูคงไม่ต้องนอนบีบๆจนมันครบ 3 ถุงใช่มั้ยคะ ?'
'ร่างกายขาดเลือดประมาณเท่าไหร่อ่ะคะ ถึงจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ?'
 
ดูถามเข้าสิคะ ตูนยังแอบคิดในใจเลยว่า พี่ที่เค้าเจาะเลือดให้ตูนเค้าจะรำคาญรึเปล่า ฮ่าๆ 
ดีที่พี่เค้าดูจะไม่รำคาญ แถมยังตอบครบทุกคำถามเลย
 
'ไม่เจ็บหรอก ^^'
'จำนวนถุงยิ่งมาก ก็ช่วยชีวิตคนได้เยอะนะ สามถุงนี่ ที่จริงเอาแค่ถุงเดียวจ้ะ แล้วจะนำไปปั่นแยก
เป็นสามส่วน เรียนมาจำได้มั้ยว่าแยกเป็นอะไรบ้าง ?'
ตูนก็พยายามนึกในใจค่ะ เพราะจำไม่ค่อยได้ 5555
-- เม็ดเลือดแดง , เกล็ดเลือด กับ Plasma รึเปล่า?
'ร่างกายเรา ขาดเลือดไป 1 ใน 3 ส่วนก็อันตรายแล้วนะ...'
 
ไม่นานนัก เข็มเบอร์อะไรซักอย่าง (รู้แต่ว่ามันใหญ่มาก TT) ก็เจาะจึ๊กเข้ามา หลังจากที่
ทาแอลกอฮอล์และทำใจได้ซักพัก ความรู้สึกแรกคือ มันไม่เจ็บอย่างที่คิดแฮะ
ยังยิ้มได้สบายบรื๋อ ยังหัวเราะกับมุขตลกของเพื่อนได้...
 
นอนบีบลูกบอลรูปหัวใจกลมๆไปซักพักก็เริ่มเมื่อยค่ะ บอกให้เพื่อนช่วยจับมือ บีบลูกบอลให้หน่อย
ความรู้สึกคือ ตัวเริ่มเบาหวิว รู้สึกหนาวๆ มองไปที่ถุงเลือดที่โยกไปมาก็อึ้ง เฮ่ย! ทำไมมันเต่ง
บวมฉุอย่างนั้นอ่ะ T[]T เพื่อนถึงกับร้องโอ้ เพราะตูนก็เพิ่งเจาะไปได้ไม่นาน เลือดเต็มถุงเร็วมากค่ะ
ถ้าจำไม่ผิด ถุงขนาด 450 cc ด้วย ....
 
แล้วพี่เค้าก็มาเอาเข็มออกให้ค่ะ นอนกดแผลเจาะ ตั้งหลักอยู่ซักพักก็เริ่มลุก เดินเหินได้สบาย
แต่ตามันหนักๆค่ะ สมองเบลอๆ เลยตัดสินใจดื่มน้ำอีก 3 แก้ว รับถุงใส่เข็มกลัด และบัตรประจำตัวผู้
บริจาค ข้างในมีนม 1 กล่อง ขนมอีก 1 ถุง แล้วก็ยาเสริมธาตุเหล็กที่ต้องทานทุกๆวันจนหมดด้วยค่ะ
 
 
 
 
จนตอนนี้ตูนยังไม่หายเบลอ 555 เลยโดดเรียนพิเศษนอนพักอยู่ที่บ้านค่ะ
ป๊ากับแม่ดูตื่นเต้นไปกับเราด้วย ท่านสั่งให้ทานของบำรุง ดื่มแบรนด์ ทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก ฯลฯ
 
 
ถึงจะหวิวๆแต่ก็มีความสุขมากๆที่ได้ทำค่ะ อีกสามเดือนตูนก็พร้อมที่จะบริจาคอีก 
เพราะรู้แล้วว่า การบริจาคเลือด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิดเอาไว้เลย ^^ ....
 
 
 
 
 
 
 
 
 

ความแตกต่าง?

posted on 14 Jul 2010 23:16 by lomalapizz

 

14/07/53

 

ความแตกต่าง? แต่ไม่แตกแยก.. 

"ฉันไม่ได้เป็นคนวิเศษวิโสมากจากไหน"คือประโยคที่ตูนบอกตัวเองเสมอๆ การได้มาเรียนโรงเรียนสาธิตฯ เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จเล็กๆในชีวิต ซึ่งมันก็อาจจะทำให้คนเราหลงระเริงไปกับสิ่งที่เป็นอยู่ คิดว่าตัวเองอยู่เหนือใครๆ ดีกว่าใครๆ .. 

สาธิตฯไม่ใช่โรงเรียนอันดับหนึ่ง ไม่ใช่โรงเรียนที่เข้มงวดเกี่ยวกับการเรียนอย่างที่ใครหลายๆคนคิดกัน หลายคนอาจจะเบื่อ ถ้าจะได้ยินว่า .. "สาธิตสอนให้คนเป็นมนุษย์ ให้นักเรียนเรียนรู้ที่จะทำงาน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และสามารถยืดหยัดในสังคมได้อย่างมั่นคง" หลายคนอาจจะหัวเราะ เพราะคิดว่า.. ยัยนี่มันอวยโรงเรียนตัวเองชัดๆ ถูกค่ะ.. โรงเรียนใครใครก็รัก แต่ก็ไม่ได้รักถึงขนาดหลับหูหลับตาชมโรงเรียนตัวเอง  แล้วไปด่าว่าโรงเรียนอื่นๆได้ 

สาธิตฯไม่ใช่โรงเรียนที่ดีเลิศ ไม่ใช่โรงเรียนที่จะคอยประคบประหงมดูแลนักเรียนให้เติบโตอย่างอบอุ่น สาธิตฯเป็นโรงเรียนที่จะปล่อยให้เราเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง ฝึกทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ก่อนที่จะออกสู่สนามชีวิตจริง สอนให้รู้จักอดทน(ถึงแม้ว่าการทำงานดึกๆดื่นๆของสภา จะถูกคนนอกมองว่าเป็นเรื่องทรมานร่างกายตัวเอง และไม่เหมาะสมกับเด็กวัยนี้ชัดๆ) พวกเราถูกโรงเรียนเลี้ยงดูมาให้จัดการตารางชีวิตด้วยตัวเอง ถูกฝึกให้แหกขี้ตาทำงานเพื่อส่วนรวม ถูกฝึกให้รับผิดชอบในหน้าที่ และการทำงานเป็นองค์กร เป็นฝ่าย โดยที่พวกเราเต็มใจที่จะทำเอง..

เมื่อก้าวเข้ามาเป็นเด็กสาธิตฯ มันเป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมตัวเตรียมใจอยู่แล้ว เมื่อก่อนตูนเป็นเหมือนลูกแหง่ ติดพ่อติดแม่ติดบ้านตลอดเวลา ก็นับว่าเป็นเรื่องดี ... เมื่อก่อนตูนมุมานะในเรื่องเรียนเท่านั้น เป็นรองประธานนักเรียน มีความเป็นผู้นำ  จนกระทั่งเข้ามาในสาธิตฯ ตูนกลายเป็นเด็กที่มาจากตจว. เข้ามาเพื่อเป็นผู้ตาม ไม่ใช่ผู้นำอย่างเคย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ที่ตัวตูนสังเกตได้คือ ความมีชีวิตชีวา และการเห็นอกเห็นใจเื่พื่อนร่วมงานมากขึ้น การที่จะเป็นผู้ตามและผู้นำที่ดี การทำงานเป็นฝ่าย การแบ่งการจัดการงาน จนตอนนี้แม่ดีใจที่เห็นลูกมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และไว้วางใจ ว่าลูกคนนี้จะดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่ลูกแหง่อีกต่อไป... 

 

ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อเอนทรี่เลย ... "แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก"

รร.ของตูนมีห้องเรียนพิเศษเพิ่มขึ้นมา สำหรับเพื่อนที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อนๆเก่งมากๆเลยค่ะ ตูนเองยังอดที่จะชื่นชมไม่ได้ แต่ก็มิวายมีเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง ที่ทำให้ตูนเสียความรู้สึกไป...

เด็กห้องเรียนปกติและห้องเรียนพิเศษ ต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เด็กห้องปกติมองว่าเพื่อนๆห้องพิเศษมีความสามารถ และชื่นชมจากใจจริง ที่สำคัญพวกเราทั้งหมดก็ไม่คิดว่าเราแตกต่างกัน..

แต่การกระทำของผู้ใหญ่ในรร. นั่นแหละค่ะ ทำให้เด็กห้องปกติเสียความรู้สึก หลายครั้งที่พวกเขาเอ่ยโทษพวกเรา เอ่ยเปรียบเทียบว่าเราไม่เรียบร้อยบ้างล่ะ ไม่มีมารยาทบ้างล่ะ ไม่เหมือนเพื่อนห้องพิเศษ ... ตอนเพื่อนๆสอบกัน ก็หาว่าพวกเราทำเสียงดังรบกวนเพื่อน แต่ตอนเราสอบ ทำไมไม่มีใครไปดุเพื่อน ที่ทำเสียงดังรบกวนพวกเราบ้าง ...

ทั้งๆที่พวกท่านพร่ำบอกเสมอๆ ว่าไม่อยากให้เรามองเพื่อนๆแตกต่าง แต่สิ่งที่พวกท่านทำกับเรา มันเหมือนกับการขีดเส้นแบ่งเรากับเพื่อนๆดีๆนี่เอง มันทำให้ตูนเสียใจจริงๆค่ะ ที่พวกท่านมองพวกเราอย่างนั้น ขอเถอะนะคะ อย่าทำให้พวกเราเสียความรู้สึก เพราะว่าพวกเราเป็นห้องธรรมดา ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ และถูกมองว่าเป็นเด็กเกเรอีกเลย ... 

 

 

 

 

เฮ้อ..... เซ็งค่ะ เมื่อกี้นั่งอ่านฟิสิกส์ซะเบลอเลย ได้ระบายหน่อยก็คลายความเครียดไปได้เยอะเหมือนกัน ^^